วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2562

ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์…อย่าเลือกปฏิบัติ

พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ 2558 เป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นเพื่อควบคุมให้อาหารสัตว์ของไทยมีคุณภาพที่ดี ปลอดภัยในการบริโภคของสัตว์และส่งผลให้เนื้อสัตว์ที่ได้นั้นปลอดภัยถึงผู้บริโภค ด้วย พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ความสำคัญครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ-ขั้นตอนการผลิต-ไปจนถึงขั้นตอนการขายเลยทีเดียว

ในขั้นตอนแรกคือการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ พ.ร.บ.นี้ระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง และปลาป่น ทั้งที่ปลูกหรือจัดหากันในประเทศและที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้องไม่มีการปนเปื้อนใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อรา เช่น อัลฟาท็อกซิล ฯลฯ

แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์รายหนึ่งระบุว่า บริษัทของตนจะมีการตรวจสอบคุณภาพข้าวโพดค่อนข้างละเอียด หากพบว่ามีเชื้อราปนเปื้อนจะไม่รับซื้อขาวโพดล็อตนั้นเลย ต่อมาก็พบว่าข้าวโพดล็อตดังกล่าวก็ถูกนำไปจำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์อีกแห่งหนึ่งในราคาถูก เป็นที่สงสัยใคร่รู้ว่า ในเมื่อ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2558 แล้วเหตุใดจึงสามารถมีการซื้อ-ขายวัตถุดิบปนเปื้อนเชื้อราได้ ซึ่งจะว่าไปมันคือสิ่งที่ “ขัดต่อ พ.ร.บ.นี้ หรือจะเรียกว่าผิดกฎหมายก็ได้”

ที่สำคัญคือ ยังไม่เคยเห็นภาครัฐออกมาตรวจสอบจับกุมการจำหน่ายเมล็ดข้าวโพดขึ้นราหรือจับกุมโรงงานอาหารสัตว์ที่รับซื้อข้าวโพดไม่มีคุณภาพมาผลิตเป็นอาหารสัตว์จำหน่ายเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการเลือกปฏิบัติของภาครัฐ โดยปล่อยให้บริษัทที่ทำดี ปฏิบัติตามกฎหมาย ซื้อวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมในราคาสูง ต้องเสียเปรียบกลุ่มบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย ซื้อของขึ้นราในราคาถูกมาผลิตอาหารสัตว์ขาย… เมื่อต้นทุนต่างกันเกิดเป็นความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน…รัฐจะชี้แจง “ช่องว่าง” นี้อย่างไร?

นอกจากนี้ การเลือกปฏิบัติของรัฐ ยังส่งผลให้เกษตรกรได้รับอาหารสัตว์ที่ผลิตจากวัตถุดิบด้อยคุณภาพไปใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะส่งผลถึงประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคปลายทางด้วย

สมมุติฐานที่พอจะคาดเดาได้จากกรณีนี้ก็คือ

ข้อแรก : น่าจะมีผู้ผลิตอาหารสัตว์บางส่วนที่ไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ 2558 แต่อะไรทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับการยกเว้น จึงสามารถรับซื้อวัตถุดิบราคาถูกที่มีเชื้อราปนเปื้อนได้

ข้อสอง : พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่บังคับให้มีการจดทะเบียนผู้ค้าข้าวโพดภายในประเทศ ขณะที่กลุ่มผู้นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศจะต้องแจ้งต่อภาครัฐ ทำให้การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพวัตถุดิบในประเทศไม่เข้มข้นเท่ากลุ่มที่นำเข้า

นั่นคือจุดอ่อนที่เห็นจากขั้นตอนแรก-การคัดสรรวัตถุดิบที่เป็นอุปสรรคของการผลิตอาหารสัตว์คุณภาพ ส่วนขั้นตอนที่ 2 -กระบวนการผลิต และขั้นตอนที่ 3-กระบวนการขาย ยังพอมองเห็นการกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรมอยู่บ้าง อาทิ การที่กฎหมายให้ควบคุมวิธีผลิตตามสูตรมาตรฐานที่กำหนด เช่น อาหารลูกหมูต้องมีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 20% ความชื้นไม่เกิน 13% ไขมันมากกว่า 3% เป็นต้น รวมถึงขั้นตอนการขาย ที่ พ.ร.บ.นี้กำหนดให้กรมปศุสัตว์ทำการตรวจสอบอาหารสัตว์ที่วางขายตามเอเยนต์ว่ามีการรักษาอาหารสัตว์ได้ดีเพียงใด ผลิตภัณฑ์ในถุงกับฉลากตรงกันหรือไม่ เป็นต้น

อาจไม่ต้องถึงกับทบทวน พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ใหม่ แต่สิ่งที่ควรปรับปรุงทันทีคือการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งเป็นต้นทางการผลิต เพื่อให้ได้ “อาหารสัตว์คุณภาพ” เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ที่วางไว้

ดำรง พงษ์ธรรม