วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

คุมนำเข้าข้าวสาลี…ใครได้?

โดย สะ-เล-เต


ต่อจากเมื่อวาน…เกษตรกรภาคปศุสัตว์ 7-8 สมาคม ออกมาเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช. ให้ทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่รังสรรค์มาด้วยข้ออ้าง เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวโพดได้ราคา

ทำไปทำมา…คนปลูกขายได้ราคาต่ำกว่าเดิม แถมคนเลี้ยงสัตว์เดือดร้อน เพราะข้าวโพดในมือพ่อค้าคนกลางถูกปั่นราคาจนสูงลิ่ว ทำต้นทุนการผลิตสูง ค้าขายแข่งต่างประเทศไม่ได้

จะเข้าใจในความซับซ้อนตรงนี้ ต้องกลับไปดูที่มา…เป็นที่รู้กันดีบ้านเราผลิตข้าวโพดได้ไม่พอป้อนโรงงานผลิตอาหารสัตว์ แต่เป็นเรื่องแปลก คนปลูกกลับขายไม่ได้ราคา ประกอบกับระยะหลังบ้านเรามีการบุกรุกป่าปลูกข้าวโพดกันมาก จนผู้ประกอบการ เกรงว่า หากซื้อ ข้าวโพดรุกป่ามาทำเป็นอาหารสัตว์ ต่อไปมีสิทธิถูกต่างชาติกีดกันสินค้าได้ เหมือนกรณีไอยูยู…ผู้ประกอบการรายใหญ่มีโครงการไม่รับซื้อข้าวโพดปลูกในพื้นที่ไม่ถูกต้อง

ผลที่ตามมา ข้าวโพดของพ่อค้าคนกลางที่ลงทุนทำธุรกิจปล่อยกู้ “เกี๊ยว” ให้ลูกไร่ปลูกข้าวโพดรุกป่า ไม่รู้จะเอาข้าวโพดไปขายที่ไหน…เลยเกิดขบวนการอ้างเกษตรกรเรียกร้องขายไม่ได้ราคา เพราะมีการนำเข้าข้าวสาลีมาทำอาหารสัตว์ ข้าวโพดเลยราคาตก

ปลายปี 2559 พาณิชย์ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี…ผู้ประกอบการจะนำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ตัน ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ตัน ในราคา กก.ละ 8 บาท

ที่บอกว่าช่วยให้เกษตรกรขายได้ราคากลับล้มเหลว…เมื่อนำสถิติสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มาวิเคราะห์ ว่ากันเฉพาะราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา ช่วง ก.ย.–พ.ย. ที่มีผลผลิตออกมามากที่สุด

สถิติ 5 ปีย้อนหลัง (2554–58) เกษตรกรขายได้เฉลี่ย กก.ละ 7.69 บาท แต่หลังมีมาตรการ ขายได้แค่ 6.18 บาท…ไม่เคยได้ 8บาท

มีแต่พ่อค้าคนกลางเท่านั้นที่ได้ราคานี้ และได้คืบจะเอาศอก ปั่นขึ้นไปเป็น 10.15 บาท สาเหตุมาจากวิธีคิดแก้ปัญหาไม่ครบวงจร มองไม่รอบด้าน…ชอบแก้ปัญหาแบบน้ำท่วม สักแต่ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านตัวเอง ส่วนที่กั้นกระสอบทราย สูบน้ำออกไปท่วมบ้านคนอื่นช่างหัวมัน.

สะ–เล–เต