ดีมานด์ขาด ซัพพลายล้น วิกฤตห่วงโซ่ปศุสัตว์ไทย

เป็นที่ทราบดีว่าไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรเบอร์ต้น ๆ ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.07 ล้านล้านบาท เฉพาะสินค้าปศุสัตว์มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่าปีละ 220,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการ demand-suply ปศุสัตว์ไทยยังเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่ที่มีความท้าทายของไทย ซึ่งทางสภาหอการค้าไทยได้จัดเสวนา “ทำอย่างไร demand-supply จะสมดุลกัน” ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

นายสมบัติ ธีระตระกูลชัย ประธานคณะกรรมการธุรกิจปศุสัตว์และแปรรูป สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ปัจจุบันไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับ 14 ของโลก คาดการณ์ว่าในปี 2561 มูลค่าส่งออก 1.07 ล้านล้านบาท โดยสินค้าปศุสัตว์ส่งออกได้มากกว่า 220,000 ล้านบาท และมีเกษตรกรในห่วงโซ่ผลิตกว่า 1 ล้านคน แต่ทำไมการสร้างสมดุล demand-supply กลับเป็นปัญหาต่อเนื่องและเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย

ต้นทุนอาหารสัตว์ขาดแคลน

นายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ภาพรวม demamd-supply อุตสาหกรรมสินค้าปศุสัตว์ไม่สมดุลกัน เนื่องจากในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอาหารของไทยค่อนข้างใหญ่ หากแยกเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีมูลค่า 300,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10.8% โดยมีความต้องการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ 20 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นอาหารไก่เนื้อ 37% สุกร 33% ไก่ไข่ 17% อื่น ๆ อีก แต่ขณะนี้เกิดปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ไม่เพียงพอ เช่น ความต้องการข้าวโพดมีถึงปีละ 8 ล้านตัน แต่ไทยผลิตได้เพียง 4-5 ล้านตัน จึงจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นจากต่างประเทศ ทั้งข้าวสาลี กากข้าวสาลี มาผสมโปรตีนให้ใกล้เคียงข้าวโพด แต่ก็มีมาตรการรับซื้อข้าวโพด 3 ส่วน นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (มาตรการ 3 ต่อ 1) อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีมาตรการผ่อนคลายช่วงสั้น ๆ ให้รับซื้อข้าวโพด 2 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน แต่เงื่อนไขที่เข้มข้น ส่วนการนำเข้าบาร์เลย์ 1.2 แสนตันมาทดแทน ก็เป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น รวมไปถึงปลาป่นติดปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) แม้การส่งออกเสรีแต่เมื่อนำเข้าก็มีกำแพงภาษี 15%

ขณะนี้ถึงเวลาที่รัฐควรต้องกำหนดนโยบายให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการพัฒนาและเป็นพันธมิตร และไม่ควรประมาทเพราะหลายประเทศเริ่มแซงหน้า ตัวอย่างที่ชัดเจนเลยคือ ไทยเสียตลาดสุกรให้เวียดนามปีที่แล้วภายในปีเดียว 70%

ปรับตัวสู้สงครามการค้า

สอดคล้องกับ นายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย มองว่า แน่นอนว่าหากดูแนวโน้มการส่งออกไก่เนื้อมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยปีนี้คาดว่าจะส่งออกที่ 8.2 แสนตัน มูลค่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งในห้วง 5 ปี ไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดใหม่ อาทิ สิงคโปร์ เกาหลี จีน จากเดิมตลาดหลักยังคงเป็นญี่ปุ่น และ EU ซึ่งค่อนข้างตัน เพราะติดข้อจำกัดเรื่องโควตา อีกทั้งขณะนี้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป ตลาดส่งออกต้องประสบกับสงครามการค้า จีนขึ้นภาษี ตลาดในประเทศโตไม่ทันการผลิต การผลิตสินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น บางโรงงานอยู่ในสภาพขาดทุน เรียกง่าย ๆ ว่า การผลิตมีเพิ่มสองเท่า แต่จุดอ่อนคือ ต้นทุนอาหารสัตว์แพง ทำให้ต้นทุนไทยสูงกว่าเพื่อนบ้าน มาจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ไม่พอและราคาแพง การแข่งขันรุนแรงจากการปรับตัวกับผู้เล่นใหม่ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นยูเครน รัสเซีย โปแลนด์ และเวียดนาม หันมาทำส่งออก

ดังนั้น จึงอยากเสนอให้รัฐบาลวางมาตรการอาหารสัตว์ที่ยั่งยืน ดูแลต้นทุนอาหารสัตว์ให้มีเสถียรภาพ เจรจาเปิดตลาดเพิ่มจัดตั้งโรงงานกำจัดซากสัตว์ปีก (rendering) รวมไปถึงรักษาค่าเงินบาทที่แข็งต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

ไข่ไก่ล้น ต้องแก้ต้นทาง

ด้าน นายสุชาติ กำหอม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ มองว่า สินค้าไข่ไก่มักจะประสบปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด (over supply) ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์เข้ามา ส่วนการจำหน่ายยังสามารถส่งออกได้เพียงฮ่องกงเพียงแห่งเดียว มีสัดส่วน 95% และทิศทางความต้องการดิ่งลง ดังนั้น ควรนำเอากลไกตลาดมาทำให้ราคาเสถียรภาพมาจัดระบบข้อมูล โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนฟาร์มที่ยังเป็นจุดอ่อนมาก เพราะไทยมีผู้เลี้ยง 1.9 เเสนราย แต่มีขึ้นทะเบียน 1,940 ราย ในจำนวนนี้ เป็นฟาร์มมาตรฐาน GMP เพียง 1,500 ราย และต้นทุนการเลี้ยงสูงจากราคาอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาขาดแคลนข้าวโพด แม้ว่าเอ้กบอร์ด

กำหนดราคาต้นทุนไว้ฟองละ 2.80 บาท แต่เมื่อเทียบราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ แรงงาน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม พบว่าผู้เลี้ยงยังขาดทุนอยู่ ดังนั้น ไทยต้องสร้างซัพพลายเชน เช่น การปรับลดจำนวนพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งจะยังติดปัญหาไม่มีโรงเชือดที่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งรัฐต้องสร้างโรงเชือดหรือ rendering รองรับในอีกทาง

อย่างไรก็ดี ล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้มีนโยบายออกใบกำกับการเคลื่อนย้ายถ่ายส่งไข่ไก่ที่จะสามารถตรวจสอบและเข้าถึงแหล่งที่มาได้ แต่จะกระทบผู้เลี้ยงรายย่อยบ้างหากไม่จัดระบบทะเบียนก็มองว่าเป็นเรื่องดี ขณะเดียวกันปัญหาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์มากเกินไป เลี้ยงแล้วล้นก็กลายเป็นทุ่มตลาด เนื่องจากไข่เป็นสินค้าอ่อนไหว การเมือง รวมถึงขาดการส่งเสริมการเลี้ยงที่ถูกต้องและการบริโภคไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็ได้รับความร่วมมือหาทางออกที่ดีร่วมกัน แต่บางมาตรการที่ภาครัฐร่วมกับเอกชนยังเป็นเพียงการขอความร่วมมือ เช่น ปลดพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งทราบว่าขณะนี้บริษัทที่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ 20 ราย รวมตัวช่วยผู้เลี้ยงนำไข่ไก่ส่งออก รวม 100 ตู้อยู่ระหว่างดำเนินการ และจะขยายโครงการนี้ไปจนถึงสิ้นปี ก็จะสามารถทำให้รักษาเสถียรภาพได้มากขึ้น แต่ทว่าการสร้างฐานข้อมูลและวางกรอบมาตรการระยะยาวย่อมส่งผลดียั่งยืนมากกว่า

จี้รัฐจัดระเบียบ Data

ด้าน นายสัตวแพทย์สุขุม สนธิพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมป้องกันโรคปศุสัตว์ มองว่า สถานการณ์ตลาดหมูไทยค่อนข้างที่จะขาดการจัดระเบียบข้อมูลที่ตรงกัน จึงทำให้ไม่สามารถกำหนดทิศทาง demand-supply ได้ชัดเจน และมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญกับข้อมูล Data ร่วมกันให้เป็นเอกภาพ เพราะไม่อย่างนั้นอนาคตจะเผชิญการแข่งขันตลาดใหญ่และเวียดนามครองตลาดได้ 100%

เจาะตลาด Free From-Vegan

นางนิตยา พิระภัทรุ่งสุริยา รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มจากเนื้อสัตว์สามารถทำรายได้ให้กับกลุ่มประเทศผู้ผลิตที่นำสินค้า by product มาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสองเท่า การขยายตลาดโดยเฉพาะปัจจุบันตลาดฮาลาลเปิดกว้าง เทรนด์บริโภคสินค้าที่ปราศจากการปรุงแต่ง (free from) และกลุ่มชาว Vegan ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สังเคราะห์ จะเป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ไทยอีกมาก ซี่งต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำแต่ราคาเพิ่มสองเท่า

จากภาพรวมห่วงโซ่การผลิตปศุสัตว์ไทยทั้งหมดนี้ อาจกล่าวได้ว่า ห่วงโซ่การผลิตอาหารของไทยยังไม่สมดุล และที่สำคัญไทยกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งการค้า การแข่งขันเสรี ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตที่นำสมัยรุกคืบเข้ามา หากสามารถปรับตัวสร้างความสมดุลในระบบปศุสัตว์ได้ ก็นับว่าจะเป็นโอกาสการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันตลาดเนื้อสัตว์ในอนาคตแน่นอน