บราซิล เล็งยื่น WTO ธุรกิจอาหารสัตว์ส่อเจ๊ง อาจต้องนำเข้าไก่-ไข่ หลังไทยแบน 3 สารพิษ

Facebook
Twitter
Google+
LINE

บราซิล เล็งยื่น WTO ธุรกิจอาหารสัตว์ส่อเจ๊ง อาจต้องนำเข้าไก่-ไข่ หลังไทยแบน 3 สารพิษ

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตะนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า ได้หารือกับ Dr. Maria Eduarda de Serra Machado (Agricultural Attache’) ทูตเกษตร สถานทูตบราซิล ถึงกรณีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. นี้เป็นต้นไป จะส่งผลให้สินค้าภาคการเกษตรของไทยมีปริมาณสารตกค้างไกลโฟเชตเป็น 0%

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง เพื่อสกัดในอุตสาหกรรมน้ำมันพืช และได้กากถั่วนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ที่มีความต้องการกว่าปีละ 2.5 ล้านตัน ส่วนใหญ่ไทยจะนำเข้าจากบราซิล สหรัฐฯ และจีน ที่ประเทศเหล่านี้ยังมีการใช้สารไกลโฟเซต

ดังนั้น ตามเงื่อนไของค์การการค้าโลก(WTO) การนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป จะต้องเป็นเมล็ดถั่วเหลืองที่มีค่าปริมาณ สารตกค้างที่ 0 % เช่นกัน ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์จึงแจ้งให้ทางบราซิลรับทราบ และขอใบรับรองค่ามาตรฐานสารตกค้างดังกล่าวตามที่ไทยกำหนดไว้ด้วย

ซึ่งบราซิลได้ระบุว่าไม่สามารถทำตามเงื่อนไขของสมาคมฯได้ เนื่องจากเมล็ดถั่วเหลืองของบราซิลขณะนี้ยังมีปริมาณไกลโฟเซตตกค้างอยู่ที่ 10 ppb ต่ำกว่าค่าความปลอดภัยทางด้านอาหารตามที่โคเดกซ์กำหนดไว้ที่ 20 ppb

“สัปดาห์หน้า บราซิลจะหยิบยกเรื่องนี้ไปหารือใน WTO หลายประเทศที่มีการใช้สารดังกล่าว อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย โดยแนวทางการหารือจะเสนอให้ไทยนำผลพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ไทยวิเคราะห์เองมายืนยันว่าปริมาณสารตกค้างไกลโฟเซตในปริมาณ 10-20 ppb นั้นมีอันตรายต่อการบริโภคอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์การอาหารและยา(อย.)ของไทยจะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ให้ชัดเจน”

นายพรศิลป์ กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลยืนยันจะแบนสารเคมีทาง 3 ชนิดตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะส่งผลกระทบกับหลายอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันถั่วเหลือง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ต้องใช้นำเข้าข้าวสาลี ที่ทุกประเทศผู้ผลิตมีการใช้สารไกลโฟเซต และยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นโปรตีนในอาหารสัตว์ 24-25 %

จากสต็อกอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในประเทศ คาดว่าจะรองรับการเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และกุ้งได้เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น และหากรัฐบาลไม่มีแผนรับมือเป็นไปได้ที่ธุรกิจเหล่านี้จะล่มสลาย ไทยต้องหาทางนำเข้าไก่เนื้อ ไข่ไก่ จากประเทศผู้ผลิตมาทดแทน แต่การนำเข้าต้องมีใบรับรองการไม่ใช้ไกรโฟเซตของประเทศผู้ผลิตด้วย

“เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ ที่สมาคมฯ รอดูท่าทีของคณะกรรมการวัตถุอันตรายมาโดยตลอด แต่ไม่มีหนังสือโต้แย้ง เนื่องจากจะส่งผลต่อกระแสสังคมที่ส่วนใหญ่ต้องการให้แบน ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ การต่อต้านอาจมีข้อครหาได้ ซึ่งหลังจากนี้เมื่อมีมติแบนออกมาแล้ว สมาคมจะทำหนังสือทำหนังสือเพื่อขอขยายระยะเวลา จนกว่าอุตสาหกรรมทั้งระบบจะปรับตัวได้ ซึ่งจะหารือกับสมาชิกก่อน” นายพรศิลป์ กล่าว