หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — ศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2559 00:00:05 น.

กรุงเทพฯ * มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทเปิดรับสมัครโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไข่ไก่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ประจำปี 2559 ตั้งเป้าขยายเพิ่มปีละ 50 โรงเรียน จาก 604 โรงทั่วประเทศ เพื่อลดปัญหาทุพโภชนาการเด็กพื้นที่ห่างไกล

นายสุปรี เบ้าสิงห์สวย กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท กล่าวว่า มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์และเหล่าพนักงาน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อแก้ปัญหาภาวะโภชนาการต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กไทย มาดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2532 หรือกว่า 27 ปีแล้ว ปัจจุบันได้ขยายโครงการสู่ 604 โรงเรียนทั่วประเทศ ประกอบด้วย โรงตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 128 แห่ง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และอื่นๆ 476 แห่ง ช่วยให้เด็กไทยกว่า 120,000 คน พ้นจากภาวะทุพโภชนาการได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการได้รับโปรตีนและสารอาหารจำเป็นจากไข่ไก่

สำหรับในปี 2559 นี้ ทางมูลนิธิฯ ได้เปิดรับโรงเรียนที่เปิดทำการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาในพื้นที่ห่างไกลที่มีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จำนวน 50 โรงเรียน ซึ่งพิจารณาจากจำนวนนักเรียนที่ประสบปัญหาทุพโภชนาการเกินกว่า 10% มาเข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการ เพื่อร่วมกันสร้างโภชนาการที่ดีให้เยาวชนไทย โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2559 สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.rurallives.org และ rldflunch@gmail.com” นายสุปรีกล่าวเสริม

โรงเรียนที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนดังนี้ 1.งบประมาณการก่อ สร้างโรงเรือนตามแบบมาตรฐานที่กำหนด 2.อุปกรณ์กรงตับ และอุปกรณ์ให้น้ำ พร้อมการติดตั้ง 3.พันธุ์สัตว์, อาหารสัตว์, วัคซีน 4.ป้ายโครงการ 5.การอบรม โดยโรงเรียนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท โทร.0-2625-7342

นายสุปรีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการนี้ มูลนิธิพัฒนาชนบทจะเข้ามาช่วยในเรื่องการบริหารจัดการโครงการและงบประมาณ คัดเลือกโรงเรียนที่จะดำเนินโครงการ จัดทำแผนการดำเนินงาน ติดตามและรายงานผล โดยมีซีพีเอฟเข้ามาสนับสนุนในส่วนของการส่งมอบเทคโนโลยีอันทันสมัยในส่วนของโรงเรือนและอุปกรณ์ รวมถึงมอบพันธุ์ไก่ไข่ พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคนิควิชาการและการจัดการ และเข้าดูแลให้คำปรึกษาแก่อาจารย์และนักเรียนผู้ดูแลโครงการ เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนได้บริโภคไข่ไก่สดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 มื้อ ได้เรียนรู้การผลิตอาหารปลอดภัยด้วยตนเอง แล้วนำผลผลิตไข่สดที่ได้มาแบ่งปันบริโภคกันภายในโรงเรียน นอกจากนั้น เยาวชนเหล่านี้ยังสามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาและต่อยอดเลี้ยงชีพในอนาคตได้อย่างยั่งยืน.