ภาวะไข่ไก่ล้นตลาดกว่าปีครึ่งที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมมาตลอด กระทั่งล่าสุดมาตรการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ที่เกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยง ทำให้ราคาไข่ไก่ฟื้นอีกครั้ง จากที่เคยยืนราคาฟองละ 2.30 บาท มาตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว วันนี้ราคาขยับมาอยู่ที่ฟองละ 2.50 บาท แม้ราคาจะไม่สูงขนาดที่เกษตรกรจะมีกำไร แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับต้นทุนที่ 2.87 บาทต่อฟอง

“มาตรการแก้ปัญหาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2561 เริ่มปรากฎผลแล้ว ทำให้พวกเราพอมีรายได้เดินหน้าอาชีพนี้ต่อ ทั้งหมดนี้เป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของทุกคนในวงการ โดยมีภาครัฐเป็นผู้ขับเคลื่อน ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่ร่วมกันเดินหน้าแก้ปัญหา เพื่อให้อุตสาหกรรมไก่ไข่ยั่งยืนต่อไป” สุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ บอกถึงสถานการณ์ไข่ไก่ในปัจจุบัน

เรื่องนี้ เจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช บอกว่า ทั้งหมดเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาดของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลาง และเกษตรกรรายย่อย ที่ขานรับมาตรการที่กรมปศุสัตว์ผลักดันมากว่า 1 ปี ซึ่งเกิดจากสำรวจข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ด้านปริมาณการผลิต โครงสร้างราคา ปริมาณความต้องการบริโภคของตลาดในประเทศ การแปรรูป และการส่งออก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์วางแผนร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จนนำมาสู่การขับเคลื่อนในภาคปฏิบัติ ภายใต้แผนปฏิบัติการ “PS Support” โดยกรมปศุสัตว์ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้ร่วมกันผลักดันการส่งออกไข่ไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ตามแผน PS Support มาตั้งแต่เดือน เม.ย.61 จนถึงปัจจุบันสามารถรวบรวมไข่ไก่สดเพื่อส่งออกไปต่างประเทศแล้ว 138 ล้านฟอง ล่าสุดกรมปศุสัตว์เปิดตลาดสิงคโปร์เพิ่มเติมอีก ซึ่งจะช่วยระบายไข่ไก่ส่วนเกินได้อีกเดือนละ 49 ล้านฟอง จากเดิมที่ส่งออกไปตลาดฮ่องกงอยู่แล้ว

ควบคู่ไปกับการที่เจ้าของฟาร์มไก่ไข่ขนาด 2 แสนตัวขึ้นไป ช่วยกันลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงรวม 4,000,000 ตัว รวมถึงการเดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อความยั่งยืน ด้วยกิจกรรมการลดจำนวนไก่พันธุ์ ของผู้นำเข้าปู่ย่าพันธุ์ (GP) และผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) รวม 16 บริษัท ตามมติคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด (Egg Board) โดยลด GP ให้เหลือ 3,800 ตัว และลด PS ให้เหลือ 460,000 ตัว ที่ช่วยสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพไข่ไก่อย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักการ “ตลาดนำการผลิต” ด้วยการลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงให้เหมาะสมที่ประมาณ 50 ล้านตัว ให้ผลผลิตไข่ไก่ราว 80% หรือประมาณ 40 ล้านฟองต่อวัน เพื่อให้สมดุลกับการบริโภคของคนไทย

ความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในวันนี้ รมว.เกษตรฯ ย้ำว่าเกิดจากพลังของทุกคนในวงการไก่ไข่ ที่ให้ความร่วมมือในส่วนที่ตัวเองทำได้ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ จริงจังและต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ และต้อง ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค อาศัยการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ที่ต่างพร้อมใจกันเดินตามมาตรการระยะสั้นที่กรมปศุสัตว์กำหนดไว้ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการระยะยาว ด้วยการตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ไก่ไข่ระยะที่ 3 (พ.ศ.2562-2566) เพื่อร่วมกันทบทวนยุทธศาสตร์เดิม และเพิ่มเติมเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการบริโภค การสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการบริหารจัดการปริมาณการเลี้ยงที่เหมาะสม ตลอดจนการจับคู่ระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยกับผู้ซื้อโดยตรง และการสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรที่ปฏิบัติตามมาตรการแก้ปัญหา

ทั้งหมดนี้ คือ โมเดลความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ จากการรวมพลังกันฝ่าฟันปัญหาของคนในวงการ ตั้งแต่ผู้ประกอบการระดับ 2 แสนแม่ขึ้นไป ที่เร่งลดไก่ยืนกรงไป 4 ล้านตัว และผู้ประกอบการทั้ง 16 ราย ที่รัฐขอความร่วมมืออะไรก็ทำ ทั้งลดพันธุ์ไก่ และการรวบรวมไข่สดขายออกนอกประเทศ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าการส่งออกเป็นการขายในราคาต่ำกว่าราคาในประเทศก็ตาม

แต่ในความตั้งใจจริงครั้งนี้ ก็ยังมีคนที่ร่ำรวยจากการเลี้ยงไก่-ค้าไข่ แต่อ้างว่าตัวเองเป็นเพียงเกษตรกรเพื่อให้คนอื่นในวงการเสียสละแทน จะได้ไม่ต้องเดินตามมาตรการใดๆทั้งสิ้น บางคนฉวยโอกาส ลากยาวเลี้ยงไก่เกินอายุ เพราะไม่อยากลงทุนกับไก่ไข่ชุดใหม่ก็มี แล้วอย่างนี้การแก้ปัญหาไข่ล้นตลาดจะจบลงได้อย่างไร …คงเป็นหน้าที่ของชาวไก่ไข่ที่ต้องเอาจริงกับคนกลุ่มนี้ เพื่อช่วยกันสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไก่ไข่ของไทย

โดย รัฐพล ศรีเจริญ : Sri_rattapol@hotmail.com