หน้าหลัก > เศรษฐกิจ > ฟาร์ม ‘หมู-ไก่ไข่’ วอนเห็นใจ ขึ้นราคาเพราะต้นทุนเพ…
ฟาร์ม ‘หมู-ไก่ไข่’ วอนเห็นใจ ขึ้นราคาเพราะต้นทุนเพิ่ม-ชดเชยภาระขาดทุน ไม่ได้ฉวยโอกาส
เศรษฐกิจ
23 มี.ค. 2569
12:10 น.

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ยืนยันราคาหมูปรับขึ้นไม่ใช่ฉวยโอกาส แต่เกิดจากต้นทุนสูงและอากาศร้อนทำให้หมูโตช้า ขณะที่เกษตรกรยังแบกขาดทุนสะสม ด้านผู้เลี้ยงไก่ไข่เผยผลผลิตลด 3-5% ไข่เบอร์ใหญ่ขาดตลาดจากอากาศแปรปรวน ซ้ำเติมด้วยต้นทุนอาหารสัตว์-พลังงานพุ่งจากปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง กดดันทั้งระบบผลิตอาหารไทย
นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับราคาเนื้อหมูในท้องตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นจนสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคว่า สาเหตุที่ราคาหมูมีการขยับตัวขึ้นว่าเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ใช่การฉวยโอกาสปรับราคาแต่อย่างใด ทั้งนี้อากาศร้อนจัดทำให้หมูโตช้าลง แต่ความต้องการคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นตามกลไกตลาด อุปสงค์และอุปทาน
“เกษตรกรแบกรับสภาวะขาดทุนสะสม 2-3 ปีแล้ว หากดูโครงสร้างต้นทุนตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) อยู่ 68 บาท/กก. ราคาขายจริงบางที่ยังต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะการขายในลักษณะรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ราคาอาจอยู่ที่เพียง 66 บาทต่อกก. ซึ่งรวมค่าขนส่งแล้วด้วยซ้ำ การปรับราคาขายตอนนี้ 68-72 บาท/กก.ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ปริ่มทุนหรือเกือบจะเท่าทุนเท่านั้น และราคานี้ยังถือว่าต่ำหากเทียบกับในอดีตเคยขึ้นไปถึง 90 บาท”
ทั้งนี้หากคิดราคาหน้าฟาร์มตอนนี้เป็นราคาขายปลีกเนื้อหมูส่วนมาตรฐาน เช่น เนื้อแดง เนื้อสะโพก หรือเนื้อไหล่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของผู้บริโภค ยังคงมีราคาอยู่ที่ประมาณ 130-140 บาท/กก. ซึ่งการที่ไปสำรวจแล้วพบราคา 165 บาท นั้นคาดว่าจะเป็นหมูสันในที่มีการตัดแต่งเป็นพิเศษ เป็นคนละประเภทกัน จึงอยากขอความเป็นธรรมให้เกษตรกรด้วย
นายสิทธิพันธ์กล่าวว่าอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมต้นทุนการผลิตขณะนี้ คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาและปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นสูตรอาหาร นอกจากวัตถุดิบหลักแล้ว สินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ที่จำเป็นในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น โปรไบโอติก และสารเสริมต่างๆ ในสูตรอาหารสัตว์ ล้วนเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นเกษตรกรจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกขั้นตอนการผลิตเช่นกัน
รวมทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10-20% ยังเป็นภาระต้นทุน แต่ปัญหาที่หนักกว่าคือขาดแคลนน้ำมัน ในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรต้องไปเข้าคิวรอเติมน้ำมันเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรอบการขนส่งหมูที่มีชีวิตที่รอไม่ได้
นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด เปิดเผยว่า อากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบต่อสุขภาพของไก่ ทำให้ไก่กินอาหารได้น้อยลงและสุขภาพอ่อนแอลง ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวนเป็นพิเศษ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลง 3-5% และ ขนาดยังเล็กลง
ส่งผลให้ไข่เบอร์ใหญ่ (เช่น เบอร์ 0) ขาดแคลนอย่างหนักโดยขนาดไข่ส่วนใหญ่กลายเป็นเบอร์ 1 หรือลดลงถึง 2 ขนาดในบางกรณี ซึ่งอากาศความร้อนจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 เดือนก่อนจะเข้าสู่ฤดูฝน
“แม้ราคาประกาศจะอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง แต่ในความเป็นจริงผลผลิตไข่ไก่ล้น ทำให้ราคาซื้อขายจริงเหลือเพียง 2.70 – 2.90 บาทต่อฟองเท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนสะสมมานานกว่า 2-3 เดือน เมื่อเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากจึงต้องตัดสินใจ “ปลดไก่” หรือลดจำนวนการเลี้ยงลงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปริมาณไข่ไก่ในระบบลดลงและราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาด”
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตจากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินไว้ที่ 3.20 บาท/ฟอง นั้นก็เท่ากับราคาประกาศเป็น 3.40 บาท จึงช่วยให้เกษตรกรพอจะมีกำไรเพียงเล็กน้อย เพื่อประคองตัวให้อยู่รอดได้
“ราคาปรับขึ้นไป 20 สตางค์ ยังไม่ทันจะกำไรก็ต้องมาเจอกับปัจจัยความท้าทายใหม่ สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้านำเข้าโดยเฉพาะกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในอาหารไก่ไข่ รวมถึงเคมีภัณฑ์และค่าน้ำมันขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกัน บีบคั้นให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวพร้อมคาดว่าในเดือนต่อๆ ไป ผลกระทบจากต้นทุนเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระหนักที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับไว้ เราไปกำหนดกฎเกณฑ์อะไรเองไม่ได้ กลไกตลาดและกลไกราคามันทำงานของมันเอง เมื่อทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ เราจึงอยากให้เข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้วงการไก่ไข่และทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดไปด้วยกันได้… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/economics/news_10181170