เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: จับตาปัจจัยโลก ดันต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ กากถั่วเหลืองพุ่ง ข้าวส่งออกปรับลง
บทความ บทวิเคราะห์•19 ก.ย. 2569 • 08:00 น.
ภาพรวมสถานการณ์สินค้าเกษตรไทยประจำสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-18 กันยายน 2569 สะท้อนถึงภาวะตลาดที่ราคาส่วนใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางทรงตัว ท่ามกลางการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ทั้งทิศทางนโยบายการค้าโลก ภาวะสงคราม ความผันผวนของค่าระวางเรือ ตลอดจนความบิดเบือนของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตรในระดับภูมิภาค
สำหรับกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ พบว่าตลาดกากถั่วเหลืองนำเข้ามีความโดดเด่นมากที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยราคาปรับตัวสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 18.00 บาท เป็น 18.50 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นดีมานด์การสั่งซื้อถั่วเหลืองในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะแรงซื้อจากจีน รวมถึงต้นทุนค่าระวางเรือขนส่งสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ รายงานสภาพอากาศแห้งแล้งในสหรัฐอัญเชิญให้คาดการณ์ผลผลิตถั่วเหลืองลดลงเล็กน้อย ซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) ที่สัญญาถั่วเหลืองรอบส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2569 ปรับตัวขึ้นปิดที่ 13.2050 ดอลลาร์ต่อบุชเชล จากความคาดหวังว่าจีนจะเร่งนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการจับตาการพบปะระดับผู้นำระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มราคาถั่วเหลืองนำเข้ายังมีทิศทางปรับตัวขึ้นต่อ
ในทางกลับกัน ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศยังคงทรงตัวแข็งแกร่งที่หาบละ 588 บาท ขณะที่สัญญาข้าวโพดในตลาด CBOT รอบส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ปรับลดลงเล็กน้อยปิดที่ 5.3425 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เนื่องจากนักลงทุนในตลาดรอดูความชัดเจนของปริมาณผลผลิตจริง แม้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) จะมีการปรับลดคาดการณ์ผลผลิตรวม แต่รายงานประจำสัปดาห์กลับชี้ว่าสัดส่วนข้าวโพดคุณภาพดีถึงดีเยี่ยมเพิ่มขึ้น 1% และการเก็บเกี่ยวคืบหน้าไปแล้ว 8% จึงคาดว่าราคาข้าวโพดในประเทศจะยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น ขณะที่ตลาดปลาป่นทั้งในและต่างประเทศยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่นัยสำคัญ โดยราคารับซื้อในจีนยังคงทรงตัว เช่นเดียวกับราคาปลาป่นในไทยที่ยืนราคาคงที่ โดยปลาป่นเกรดกุ้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 63 บาท ปลาป่นเบอร์ 1 เกรดโปรตีนสูงกว่า 60% อยู่ที่กิโลกรัมละ 57.70 บาท และเบอร์ 2 โปรตีนสูงกว่า 60% อยู่ที่กิโลกรัมละ 54.20 บาท ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยังคงทรงตัวต่อไป
ด้านสถานการณ์ข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานราคาซื้อขายในประเทศยังคงยืนราคา โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 อยู่ที่กระสอบละ 1,470 บาท และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ อยู่ที่กระสอบละ 1,150 บาท อย่างไรก็ดี ในส่วนของราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) ท่าเรือกรุงเทพฯ มีการปรับลดลงเล็กน้อย โดยข้าวสาร 100% ชั้น 2 ปรับลงจากตันละ 496 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 490 ดอลลาร์สหรัฐ และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ปรับลงจากตันละ 397 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 392 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ภาพรวมราคาน่าจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว
ปิดท้ายที่กลุ่มสินค้าปศุสัตว์และสัตว์จีบ ทั้งสุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ต่างประสานเสียงทรงตัวอย่างเรียบร้อย โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มตามการรายงานของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติยืนราคาในหลายภูมิภาค โดยภาคตะวันออกอยู่ที่ 72-74 บาทต่อกิโลกรัม และภาคใต้อยู่ที่ 78 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนลูกสุกรขนาด 16 กิโลกรัม อยู่ที่ 2,100 บาท (บวก/ลบ 72 บาท) ขณะที่ราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มจากการรายงานของกระทรวงพาณิชย์ทรงตัวที่กิโลกรัมละ 45.00-46.00 บาท ลูกไก่เนื้อราคาตัวละ 20.50 บาท และลูกไก่ไข่ราคาตัวละ 28.00 บาท ด้านเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ยังคงยืนราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรไว้ที่ฟองละ 4.00 บาท ซึ่งประเมินว่ากลุ่มสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมดจะมีแนวโน้มราคาทรงตัวต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไป